โครงการการบันทึกวีดิทัศน์องค์ความรู้

“เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ ๑๓ กัณฑ์ ทำนองหลวง (เต็มกัณฑ์)

ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

โดย

มูลนิธิหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

ร่วมกับ

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

 

• ความเป็นมาและความสำคัญของเทศน์มหาชาติ

       การเทศน์มหาชาติเป็นงานบุญประเพณีที่นิยมจัดกันแต่ครั้งโบราณกาล สันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้ง กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๓ หรือ “ศิลาจารึกนครชุม” จารึกสมัยพญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ ว่า “พระธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่า พระมหาชาติหาคนสวดมิได้เลย”

       เทศน์มหาชาติ เป็นการเทศนาเรื่องพระเวสสันดรชาดก อันเป็นพระชาติสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระชาติที่มุ่งบำเพ็ญทานบารมีคือการบริจาคทานเพื่อที่จะไปถึงพระโพธิญาณอันจะเกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติโดยส่วนรวมพระชาติที่เป็น พระเวสสันดรจึงเป็นพระชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยปรากฏพระบารมีของพระโพธิสัตว์ครบบริบูรณ์ทั้ง ๑๐ บารมี จึงเรียกกันว่า “มหาชาติ”

       คนไทยรู้จักเรื่องมหาเวสสันดรชาดกหรือมหาชาติเป็นอย่างดี ทั้งยังได้มีการนำเนื้อเรื่องไปใช้ในการเทศน์ที่มีลักษณะพิเศษ คือ สอดแทรกรูปแบบและวิธีการลงไปเพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเลื่อมใส และศรัทธามากยิ่งขึ้น เรื่องมหาชาติจึงเป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเพียงเรื่องเดียวที่นิยมใช้เผยแพร่คุณธรรมคำสอนทางศาสนาที่พุทธศาสนิกชนสนใจและตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน ทั้งคุณธรรมทางศาสนาที่ปรากฏอยู่ในมหาชาตินั้นยังเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว และให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุขตามคำสอนของศาสนาด้วย

       นอกจากนี้ พิธีการเทศน์มหาชาติมีประโยชน์นานัปการ ได้แก่ ทำให้เป็นผู้รู้รักสามัคคี มีความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกันในอันที่จะประกอบกุศลกิจร่วมกันทำให้เป็นผู้รู้จักเสียสละ คือ เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ลดความตระหนี่เหนียวแน่นในอุปนิสัยอันเป็นธรรมชาติของบุคคลเสียได้ ทั้งยังทำให้เป็นสติปัญญาซึ่งเกิดจากการฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์และประเสริฐดีงาม เป็นการปฏิบัติธรรมตามมงคลสำคัญในพระไตรปิฎก คือ เป็นผู้ฟังธรรมตามกาลเหล่านี้เป็นต้น

       การเทศน์มหาชาติจึงนับเป็นงานบุญใหญ่ ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องจัดการให้มีเป็นประจำ โดยนิยมกระทำกันหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้วใน เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ หรือเดือน ๑๒ ซึ่งนิยมกันว่าเป็นพิธีที่เป็นมงคล เพราะแม้แต่น้ำที่ตั้งไว้ในมณฑลพิธีก็ถือว่าเป็นน้ำมนต์ และเป็นประเพณีอันดีงามยิ่งประการหนึ่งที่มีความสำคัญในฐานะมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทยที่มีการสืบสานมาจวบจนถึงปัจจุบัน

       อนึ่ง ด้วยความเชื่อที่มีมาจากโบราณว่าผู้ใดได้สดับรับฟังเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์นี้ จะได้รับอานิสงส์สูงสุด ดังนั้น ในมหามิ่งมงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช มหาธรรมิกราชาพระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๗ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ นี้ มูลนิธิหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ จึงได้กำหนดให้มีการจัดบันทึกวีดิทัศน์องค์ความรู้การเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ เฉลิมพระเกียรติขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในงานศึกษา และบันทึกจัดเก็บองค์ความรู้เรื่อง “ ดนตรีกับพระพุทธศาสนา” ตาม “โครงการอัครดุริยะศิลปินราชสดุดี ๘๔ พรรษา ระยะที่ ๒ ” (๘๔ พรรษา มหาธรรมมิกราชา)

       ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย นิสิตนักศึกษาและเยาวชนของชาติ จะได้ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายความจงภักดีและพลังศรัทธาจากดวงใจทุกดวงของเหล่าพสกนิกร ทั่วประเทศแด่พระองค์ท่านที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขตลอดระยะเวลากว่า ๖ ทศวรรษที่ทรงครองสิริราชย์สมบัติให้แผ่นดินนี้มีสุขสงบมากว่า ๖๐ ปี อันนับเป็นบุญวาสนาอย่างใหญ่หลวงยิ่งนักของประชาชนชาวไทยทั้งมวล ตลอดจนชาวต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ภายใต้พระศิรพระบริบาลของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยทศพิธราชธรรมพระองค์นี้ ตลอดจนเพื่อเปิดโอกาสให้ได้รับอานิสงส์อันใหญ่ยิ่งจากสิ่งอันเป็นประโยชน์และประเสริฐดีงามจากการสดับรับฟังธรรมตามกาลครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน

 

• เทศน์มหาชาติทำนองหลวง

       หมายถึง เนื้อหาของแหล่ที่มีอยู่ในคัมภีร์เทศน์มหาชาติ ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ๑๐๐๐ พระคาถา จึงเรียกว่าทำนองหลวง หรือทำนองประจำกัณฑ์ ถือเป็นทำนองมาตรฐานหรือทำนองราชการ โบราณถือเป็นแบบฉบับของการเทศน์มหาชาติ เช่น ทำนองธรรมวัตร ทำนองเดิน ทำนองขึ้น ทำนองย้าย ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด ทำนองเต้น หรือทำนองคลื่นกระทบฝั่ง ดังนี้เป็นต้น

       การเทศน์มหาชาติเป็นทำนองแหล่แบบทำนองหลวง เป็นการเทศน์ที่มีท่วงทำนองไปตามเนื้อหาที่มีอยู่ในคัมภีร์หรือที่เราเรียกกันว่าแหล่ พระที่จะเทศน์มหาชาติแบบนี้ได้ต้องฝึกการเอื้อนเสียง ขึ้น-ลง และพระผู้เทศน์ต้องมีเสียงค่อนข้างดี มีความชัดเจน ต้องใช้เสียงเป็น พระผู้เทศน์จะต้องฝึกมาเป็นอย่างดี จึงจะเทศน์ได้น่าฟังเพราะการเทศน์มหาชาติแต่ละครั้งจะต้องมีการเล่นเสียงและใช้เสียงมาก มีทั้งทำเสียงเล็กเสียงใหญ่ ทำนองมหาชาติแต่ละกัณฑ์จึงมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับความแตกต่างของเพลงหน้าพากย์ทั้ง ๑๓ เพลง อันเป็นเพลงประจำกัณฑ์ โดยมีลักษณะการวางทำนองซึ่งกล่าวไว้ในแหล่ประวัติมหาชาติ ดังนี้

 

“ทั้งสิบสามกัณฑ์ สืบสานทำนอง  สำเนียงเสียงร้องให้เดินสามสาย
อักษรสามหมู่ควบคู่กันไป  แต่ทำนองในนั้นว่าต่างกัน
เสียงเล็กเสียงใหญ่ จัดไว้เป็นหมู่  กลอนคี่กลอนคู่อุโฆษขาน
ฟังแล้วสำเริงเกิดความสำราญ  เสียงอ่อนเสียงหวานร้องไห้มีฮา”

  “ทั้งสิบสามกัณฑ์ สืบสานทำนอง
สำเนียงเสียงร้องให้เดินสามสาย
  อักษรสามหมู่ควบคู่กันไป
แต่ทำนองในนั้นว่าต่างกัน
  เสียงเล็กเสียงใหญ่ จัดไว้เป็นหมู่
กลอนคี่กลอนคู่อุโฆษขาน
  ฟังแล้วสำเริงเกิดความสำราญ
เสียงอ่อนเสียงหวานร้องไห้มีฮา”